ศาลหลักเมือง

ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์โบราณ กล่าวไว้ว่า ก่อนจะสร้างเมือง ต้องทำพิธียกเสาหลักเมือง ในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง ด้วยเหตุนี้ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร จึงเป็นศาลเก่าแก่ที่สร้างขึ้นพร้อมการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้ทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ปีพุทธศักราช 2325

โดยนำไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง187นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 180 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ภายในมีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อปีพุทธศักราช 2395 โปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกบนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ ความสูงกว่า 5 เมตร เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง และอัญเชิญหลักเมืองเดิม รวมทั้งหลักเมืองใหม่มาประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ โดยมียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองกรุงเทพมหานครนั้น จึงมีสองต้น คือเสาเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นสูงที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่ยังหาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้ จึงยังคงไว้ และเสาที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง เช่น การบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พ.ศ. 2525 ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง ว่ากันว่า หากผู้ใดได้มาขอพรอันศักดิ์สิทธิ์จากศาลหลักเมืองนี้แล้ว จะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับชีวิต เหมือนตัดเคราะห์ ต่อดวงชะตา และจะมีแต่ความสงบสุข ส่งเสริมวาสนาบารมี ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานและพบความรุ่งเรืองในชีวิต. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thai.tourismthailand