อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แนะนำการเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ (Monitor)

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แนะนำการเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ (Monitor) ต้องบอกเลยว่านอกจากในเรื่องของสเปคคอมพิวเตอร์แล้วยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการเล่นเกมที่หลายคนอาจจะมองข้ามมันก็คือเรื่องของ จอคอมพิวเตอร์หรือ Monitor

ซึ่งตอนนี้บอกเลยว่าจอคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่มากมายหลายรุ่นหลากแบรนด์ และหลายช่วงราคา ทำให้การเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์นั้นอาจจะทำให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องรายละเอียดของจอคอมพิวเตอร์จะพลาดกันได้ง่ายๆ อาจจะได้จอราคาแพงที่ซื้อมาแล้วรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไป หรือไม่ตรงกับความต้องการเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราจะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสำคัญหลายๆ อย่างที่ควรมองในข้อมูลสเปคก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งนั่นเอง จะได้รู้ว่าทำไมตัวนี้ถึงแพง ทำไมตัวนี้ถึงถูกจัง ทั้งๆ ที่มีขนาดจอเท่ากัน เพียงแต่เท่าที่เราบอกนั้นอาจจะยังไม่หมดเพราะยังมีส่วนเสริมอื่นๆ อย่างเช่นพวก Flicker-free Technology‎, Motion Blur Reduction‎ หรือเทคโนโลยีพิเศษของแต่ละยี่ห้อที่แตกต่างกันไป เทคโนโลยีพวกนี้ส่วนใหญ่ Monitor ตัว TOP นั้น จะมีติดมาเหมือนกันหมดอยู่แล้ว หรือตัวที่มีราคารองลงมาเรื่อยๆ ก็จะมีการตัดพวกนี้หั่นลงไปนั่นเอง และก็อาจจะมี Monitor บางตัวที่ยอมตัดเทคโนโลยี พวกนี้ออกไปแต่คงไว้ในเรื่องจำเป็นอย่างพวก Refresh Rate, Resolution, Panel IPS แล้วจะได้มีราคาที่ต่ำกว่าตัวอื่นๆ ในรุ่นเทียบเคียงกัน นอกจากนี้เราก็ยังมี 5 จอคอมระดับ TOP มาแนะนำให้ดูกัน

1.ดูที่ขนาดของจอและความละเอียดภาพ
ขนาดของจอก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยมาตรฐานสำหรับเกมเมอร์ตอนนี้หากเล็งจอใหม่สักตัว อย่างน้อยก็ต้องได้ความละเอียดภาพ (Resolution) แบบ 1920 x 1080 ที่เป็น Full-HD เริ่มต้นที่ 21 นิ้ว ราคาเปิดจะอยู่ช่วง 3,000 บาท แต่หากอยากขยับไปอีกขั้นเราก็อยากแนะนำว่าไปที่ 27 นิ้วได้เลย และมีความละเอียดแบบ 2560 x 1440 (2K) รู้สึกว่าราคาในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทขึ้นไป ต้องจุดนี้ต้องระวัง ถึงแม้จอคอมพิวเตอร์บางตัวจะใหญ่ขนาด 27 นิ้วก็ตาม แต่ค่าความละเอียดหรือ Resolution ยังคงเป็นแบบ Full-HD อยู่ไม่ได้เป็น 2560 x 1440 (2K) เพิ่มขึ้นตามแค่จอมันใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง
*ตอนนี้เรื่องความละเอียดของภาพ เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควรเนื่องจาก ความละเอียดภาพแบบ 1920 x 1080 หรือ Full-HD มักจะถูกเคลมว่าเป็น 2K เต็มๆ ไปแล้ว แต่สำหรับ 2560 x 1440 นั้นก็ถูกเรียกว่า 2K เช่นกัน (จริงๆ มันควรจะเป็น 2.5K) เวลาย่อตัวอักษรจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ ซึ่งในบทความนี้ขอนิยามความละเอียดแบบ 1920 x 1080 ว่าเป็น Full-HD ส่วน 2K จะหมายถึง 2560 x 1440 แทน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดกันได้

2.เรื่อง Panel ของจอ 3 แบบ ที่เห็นในตลาด IPS, TN และ VA (ค่าที่เกี่ยวข้องกับเกมเมอร์คือ Response Time)
เรื่องของ Panel ในจอคอมพิวเตอร์ตอนนี้จะใช้แบบ IPS เป็นส่วนมาก ข้อดีของ IPS ก็คือจอภาพจะมีสีสวยสดดูสบายตา จะมีองศาของจอที่กว้างถึง 178 องศา เรื่ององศาในสเปคมักจะเขียนบอกแบบ Viewing Angle 178°‎/178° (มุมในแนวนอน/มุมในแนวตั้ง)‎ ถ้าเห็นแบบนี้รับรองได้เลยว่ามันคือ Panel แบบ IPS แน่นอน และเป็น Panel ที่นิยมอยู่ในตลาดขณะนี้ ส่วนอีกหนึ่งแบบที่เห็นได้บ่อยๆ ก็คือ TN (Twisted Nematic) เมื่อเทียบกับ IPS แล้วมันจะมีราคาที่ถูกกว่าอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่สีของภาพจะไม่สวยสดสมจริงเท่าจอ IPS และมุมมององศานั้นก็จะน้อยกว่าสูงสุดที่ 170°‎/160° แต่จะมีจุดขายหลักอยู่ที่ค่า Response Time ที่ต่ำเอามากๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1ms เลย เรียกได้ว่าเราขยับเมาส์จอจะแสดงผลทันที ส่วนของ Panel แบบ IPS นั้นจะมีค่า Response Time อยู่ที่ประมาณ 4-8 ms อย่างสุดท้ายก็คือ VA Vertical Alignment อันนี้อาจจะเห็นไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่นัก หากให้เทียบก็คือมันอยู่จุดกึ่งกลางระหว่าง IPS และ TN คือ มีมุมมองที่น้อยกว่า IPS แต่ก็เยอะกว่า TN ส่วนเรื่อง Response Time จะเยอะกว่า TN แต่ก็ไม่มากกว่า IPS
*ค่า Response Time หรือ Inputs Lag นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องถงเถียงกันพอสมควร เนื่องด้วยความแตกต่างของจอ TN ที่เรียกว่าเหมาะสำหรับเกมเมอร์เป็นอย่างมาก เพราะจอมันแทบจะแสดงผลขยับตามการตอบสนองของเราทันที ส่วน IPS จะมีค่านี้สูงกว่าหน่อย แต่หากเทียบตามความเป็นจริงบางคนอาจจะบอกว่ามันไม่แตกต่างกันเลย หากเอาจอ 1ms มาเทียบกับพวก 5ms เพราะว่าค่า ms ที่ว่านี้ย่อมาจากคำว่า millisecond หรือเสี้ยววินาทีนั่นแหละ หากเทียบกับช่วงเวลารับรู้ของตัวเรามันน้อยเอามากๆ จนแทบไม่เห็นผลต่างเลย ทางที่ดีก่อนซื้อจอถ้าเป็นไปได้ ก็ลองทดสอบด้วยสายตาของคุณเองนั่นแหละดีที่สุด โดยเอาจอ IPS ตัวที่มี ms ประมาณ 4-8 ms มาเล่น เทียบกับจอ TN ที่มีค่า Response Time น้อยแบบ 1-2 ms (สเปคคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เช่นเมาส์, คีย์บอร์ด ที่จะใช้ทดสอบเล่นเกมต้องเหมือนกัน และการทดสอบแนะนำให้เล่นเกมไปเลย แล้วลองหมุนซ้ายขวาในเกมดูถึงจะเรียกว่าทดสอบจริงๆ แต่หากแค่เพียงเอาจอมาตั้งแล้วลองเมาส์ขยับเฉยๆ จะรู้สึกถึงความแตกต่างยากมากและไม่อาจนับเป็นการทดสอบค่า Response Time ได้อย่างแท้จริง) แล้วคุณเห็นผลต่างของมันก็แนะนำให้เลือกซื้อจอแบบ TN ไปเลย แต่ก็ต้องยอมลดคุณภาพของสีภาพลงหน่อย สำหรับเกมเมอร์แล้ว การตอบสนองของจอภาพที่เร็วกว่าถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก โดยเฉพาะในเกมพวก FPS

3. Refresh Rate ค่านี้สำคัญมากยิ่งสูงยิ่งเห็นภาพในเกมชัดเจนมากขึ้น
ค่า Refresh Rate หรือที่เรียกกันว่าอัตราการกระพริบของหน้าจอ ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี ภาพจะนิ่งมาก โดยปกติแล้วจอทั่วไป ส่วนมากจะมีค่านี้อยู่ที่ 60 Hz เท่านั้น แต่หากอยากให้สุดสำหรับสายเกมเมอร์ และคนที่เล่นเกมแนว FPS ด้วยแล้วล่ะก็เพราะมันคือเรื่องของความนิ่งและความคมชัดที่หน้าจอแสดงผลยิ่งมากก็ยิ่งดี โดยพวกจอคอมพิวเตอร์ตัว TOP จะสามารถปรับได้สูงที่ 144 Hz เลยทีเดียว สำหรับเรื่อง Refresh Rate นั้น บอกตามตรงว่า ถ้าให้ทดสอบแบบเอามาตั้งเฉยๆ ก็เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันแตกต่างกันมากระหว่างจอที่ 60 Hz กับ 144 Hz เพียงแต่จอที่ปรับค่า Refresh Rate ได้สุดนั้น ส่วนใหญ่จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง เห็นอยู่ราวๆ 9,000 บาทได้ หากเห็นจอที่เขียนว่า 144 Hz แล้วราคาถูก ก็แนะนำให้เล็งซื้อมันได้เลย
*อีกหนึ่งเรื่องที่ควรดูในเรื่องของค่า Refresh Rate นั้นต้องดูที่สายของจอในการรองรับด้วย และตัวการ์ดจอของเราก็ต้องรองรับช่องเดียวกับสายนั้นๆ อย่างเช่น จอ BenQ XL2430T หากใช้สาย VGA หรือ HDMI จะปรับได้สุดที่ 120 Hz แต่หากใช้ DVI-DL หรือ DP ถึงจะปรับได้สุดที่ 144 Hz
*อย่างสุดท้ายเกี่ยวกับ Refresh Rate ค่านี้ยิ่งปรับสูงเท่าไหร่อัตราการซดไฟก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้นและการทำงานของ GPU ก็สูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะใครที่ใช้จอแบบ 144Hz ให้ดูค่าไฟท้ายเดือนได้เลย รับรองว่ามันจ่ายแพงขึ้นกว่าจอ 60 Hz รู้สึกได้ชัดเจน

4.เทคโนโลยี G-Sync, FreeSync ลดการเลื่อมล้ำของภาพ
ก่อนจะเข้าเรื่องนั้นต้องมีการอธิบายถึงปัญหาการเลื่อนล้ำ (Screen Tearing) ของการแสดงผลระหว่างตัว การ์ดจอ กับหน้าจอของเรา เมื่อทั้ง 2 อย่างนี้มันประมวลผลและแสดงผลแบบที่ไม่ตรงกัน เช่น ค่า FPS ในเกมที่ได้จากการ์ดจอเร็วกว่าค่า Refresh Rate ของจอแสดงผล มันจะเกิดผลขึ้นที่หน้าจอของเรา ด้วยการแสดงภาพแบบเลื่อมล้ำออกมา โดยเฉพาะกับเกมพวกแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่มี Effect การประมวลผลเยอะ จะเกิดปัญหานี้มากขึ้นตามไปด้วย ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพเลยก็คือ สมมุติว่าเราเล่นเกมแล้วได้ค่า FPS ที่ประมวลผลจาก การ์ดจอออกมาที่ 120 FPS แต่ตัวจอของเรารองรับได้แค่ 60 Hz เท่ากับว่า ใน 1 วินาทีนั้นการ์ดจอจะเขียนภาพออกมา 120 ภาพ แต่ตัวจอแสดงผลได้แค่เพียง 60 ภาพเท่านั้น (แสดงผลได้แค่ครึ่งหนึ่ง) ด้วยความแตกต่างนี้แหละจึงทำให้เกิดอาการภาพเลื่อมล้ำออกมาได้นั่นเอง

จึงทำให้เกิดวิธีการแก้ปัญหานี้ด้วยระบบที่เรียกว่าการ Sync ระหว่างการ์ดจอเข้ากับตัวหน้าจอ (Monitor) ทำให้ปัญหา Tearing นี้หมดไป เพราะมันจะบังคับค่า FPS ให้นิ่งอยู่ที่ค่าใดค่าหนึ่ง เพื่อให้ตรงกับค่า Refresh Rate ที่หน้าจอนั่นเอง หากให้อธิบายง่ายก็คือระหว่างที่การ์ดจอวาดเส้นๆ หนึ่งออกมา ตัวหน้าจอก็จะแสดงเส้นนั้นออกมาจริงๆ ในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการเลื่อมล้ำของภาพ และปัญหาการ Tearing ก็หมดไปนั่นเอง สำหรับจอคอมระดับ TOP ก็จะมีเทคโนโลยีเฉพาะออกมาเพื่อแก้ปัญหาการ Tearing ของภาพให้หมดไป อย่าง Free-Sync และ G-Sync แต่ก็แลกมาด้วยราคาของจอที่สูงเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าจอเดิมๆ

ทีนี้มารู้จักกับเทคโนโลยีในการ Sync กันบ้างดีกว่า
V-Sync : อันนี้คาดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินหรือรู้จักกันดี เพราะมันคือการ Sync แบบปกติที่มีให้เลือกในเกมอยู่เป็นประจำ แต่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการ V-Sync นี้ เนื่องด้วยเพราะว่า ถึงแม้มันจะบังคับให้ FPS และ Refresh Rate เท่ากัน ตัดปัญหาการ Tearing ไปได้ก็จริง แต่ผลที่ตามมาก็คือเกิด Respone time ที่มากจนเกินไป หรือที่เราเรียกว่า Lag นั่นแหละ อาการนี้จะแสดงออกอย่างชัดเจนเลย เวลาที่เราเลื่อนเมาส์จริง แต่ในจอคอมกว่ามันจะเลื่อนก็รู้สึกถึงความช้า ทำให้มันตอบสนองต่อการขยับตัวละครของเราไม่ตรงความจริง อาจจะช้ากว่า 0.5 – 1 วินาที เล่นเกมแล้วจะรู้สึกไม่สนุกเป็นอย่างมาก สู้ยอมให้มันเกิดการ Tearing บ้างจะดีเสียกว่าอีก แต่ตัวละครของเราขยับตรงตามที่เรากดจริง

20170109185513_1การปรับ V-Sync ในเกม CS:GO บอกเลยว่าเป็นอะไรที่โหดร้ายมาก ยิงใครไม่โดนแน่นอน

Adaptive-Sync : การ Sync แบบนี้จะทำให้ค่า Refresh Rate ของจอตรงกับค่า FPS ที่ได้จาก GPU และการ Adptive-Sync นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Free-Sync ของทาง AMD สำหรับ Adptive-Sync นั้นสามารถใช้ได้กับ AMD และ CPU ของ Intel บางตัว ส่วนทางด้าน Nvidia ไม่รองรับระบบ Adptive-Sync

Free-Sync : ต้องบอกเลยว่า Free-Sync นั้นรองรับเฉพาะแค่การ์ดจอของทางค่าย AMD เท่านั้น อย่างที่ได้บอกไปว่ามันจะทำการปรับให้ตัวค่า Refresh Rate ของหน้าจอเข้ากับตัวการ์ดจอ ทำให้การแสดงผลออกมาตรง และตัดปัญหาเรื่องการ Lag ใน V-Sync ออกไป เท่ากับว่าหากใช้ Free-Sync นั้นเราจะเล่นเกมได้โดยที่ไม่เกิดการเลื่อมล้ำของภาพและมีค่า Respone Time ที่ต่ำตามสเปคของหน้าจอเราเลย

G-Sync : อันนี้เป็นเทคโนโลยีของทางด้าน Nvidia แทน โดยใช้ได้กับเฉพาะการ์ดจอของทาง Nvidia ผลที่ได้เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ก็คือ ตัดปัญหา Tearing ออก และได้ค่า Respone Time ที่ตรงตามจอ Monitor นอกจากนั้น Nvidia ยังมี Sync อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Fast Sync ติดมาในการ์ดจอของทาง Nvidia เลยที่จะทำงานเมื่อค่า FPS ทะลุเกินค่า Refresh Rate ของจอ